
บนชิงช้าในเงาสลัวใต้ต้นสนโบราณ
ดอกราตรีส่งกลิ่นหอมเศร้าโชยมาจากที่ไหนสักแห่ง
ฉันแหงนมองจันทร์กระจ่างฟ้า
ค่ำคืนนี้ไม่มีดวงดาว
ไม่มีดาวสักดวงที่จะกระพริบตาให้ฉัน
ลมหนาวพัดทิวสนวู่หวิว
ดอกราตรีส่งกลิ่นหอมเศร้า
ฉันร้องเพลงของความป่วยไข้ขณะที่ชิงช้ากวัดไกว
และเดินบนพื้นทรายที่เงาของฉันทอดยาวอยู่เบื้องหน้า
ไกลออกไปมีแต่เงาตะคุ่มอันน่าหวั่นหวาด
กระนั้น..สองมือของฉันบรรจบกัน
เป็ดอ้าปากผงาบๆ นกกางปีกโผบิน
ยังมีเงาของหมาจิ้งจอกแยกเขี้ยวอ้าปากกว้างซึ่งทำให้ฉันฝันร้าย
คงเพราะเช่นนี้ ฉันจึงไม่ได้ยิ้ม
จริงหรือที่วัยเยาว์ซ่อนอยู่ในหัวใจของเรา
ความสดใส ความฝัน ความหวัง หรือความวู่วาม
ดอกราตรีส่งกลิ่นหอมเศร้าโชยมาจากที่ไหนสักแห่ง
คลื่นลูกโตถาโถมมาสู่ฉัน
ฉันออกวิ่งสุดฝีเท้าไปบนทรายนุ่มชื้น
อดีตผ่านไปไม่หวลคืน ความเศร้าและความอ่อนแอ
ฉันวิ่งไปข้างหน้า..
ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง…
แม้กระทั่งดวงจันทร์
ชีวิต..เป็นของเรา
ตอบลบ